Feather Facelift / APTOS-Lifting

เทคนิคการร้อยไหมดึงหน้าที่ให้ผลลัพธ์ดีที่สุด มีความปลอดภัยสูง ดูเป็นธรรมชาติ และอยู่ได้นาน 5-7 ปี  

ดยศัลยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญของไอคอนนิก คลินิก แตกต่างจากวิธีการดึงหน้าแบบอื่นๆที่เราเคยรู้จัก ก่อนอื่นเรามาทำความรู้จักกับความเป็นมาของการศัลยกรรมดึงหน้ากันก่อน เพื่อให้เข้าใจถึงความสำคัญของการเลือกสรรเทคนิกและแพทย์ผู้เชี่ยวชาญที่เหมาะสมและให้ ผลลัพธ์ที่สุดและปลอดภัยที่สุดสำหรับเรา
 

1. Cutaneous period (1900-1970) ยุคผิวหนังชั้นนอก


ช่วง 70 ปีแรกนั้น การดึงหน้าใช้วิธีการดึงผิวหนังโดยตรง โดยตัดผิวหนังส่วนหย่อนคล้อยที่เกินออกไป ครั้งแรกนั้นพบว่าทำโดย  Eugen Holander ในปี 1901 ณ กรุงเบอร์ลิน ซึ่งคนไข้เป็นหญิงสูงศักดิ์ชาวโปแลนด์ ที่ต้องการ “ยก(กระชับ) แก้มและมุมปาก” หลังจากที่ได้หารือกันแล้ว แพทย์จึงใช้วิธีตัดเนื้อเยื่อเป็นรูปวงรีรอบๆหู เพื่อเน้นการยกกระชับและ “จัดรูป” ผิวหนัง ต่อมาจากนั้นศัลยกรรมเพื่อความงามได้แพร่หลายมากขึ้น ทั้งในอังกฤษ, เยอรมันนี และฝรั่งเศส
 

2. SMAS period (1970-1980) ยุคเทคนิก SMAS


ในปี 1968 Tord Skoog ได้เสนอคอนเซ็ปต์ของ “subfacial dissection” ซึ่งใช้วิธีเกี่ยวผิวหนังชั้นที่ลึกลงไปและมีความแข็งแรงกว่า มากกว่าที่จะใช้วิธีดึงผิวชั้นบนที่ขึ้นอยู่ที่ความเต่งตึงของผิวเป็นสำคัญ ต่อมาในปี 1976 Mitz และ Peyronie ซึ่งได้ฝึกฝนเทคนิกของ Skoog มาจนเชี่ยวชาญ ได้ใช้วิธี “Superficial Musculoaponeurotic System” หรือ SMAS ซึ่งได้กลายเป็นเทคนิกมาตรฐานของ Face-lifting และเปลี่ยนวิธีการดั้งเดิมที่เคยปฏิบัติมาเป็นระยะเวลากว่า 50 ปี ไปเสียสิ้น
 

3. Deep plane period (1980-1990) ยุคเนื้อเยื่อลึก


ในปี 1979 เทคนิกการตัดเนื้อเยื่อที่หุ้มกระดูกที่เรียกว่า “Subperiosteal dissection” ช่วยทำให้เกิดการยกกระชับของเนื้อเยื่ออ่อนและคิ้ว ซึ่งได้ผลดียิ่งกว่าเทคนิก Face-lifting แบบเดิม โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อยกกระชับเนื้อเยื่ออ่อนเหนือโครงสร้างที่ต้องการเพื่อผิวภายนอกที่ดูอ่อนเยาว์ลง
 

4. Volumatric period (1991-ปัจจุบัน)


ในช่วงต้นของยุคนี้ มีการเปลี่ยนแนวคิดไปให้ความสำคัญกับการลดรอยแผลเป็นให้เหลือน้อยที่สุด ฟื้นฟูชั้นใต้ผิวหนังที่ถูกทำลายไปตามอายุ และเริ่มใช้โครงสร้างกะโหลกเป็นตัวยกกระชับแทน เทคนิกในการทำ Face-lifting ที่เริ่มจากการดึงผิวหนังชั้นนอกมาเย็บเก็บ มาเป็น SMAS ที่ค่อนข้างรุนแรง สู่ Deep plane surgeries ที่ปราณีตกว่า และเลือกที่จะคำนึงถึงทั้งความงามและผลที่ยืนยาว

ในปัจจุบันได้มีทางเลือกใหม่ของการดึงหน้าที่ทำได้นุ่มนวลกว่า โดยไม่ต้องใช้มีดผ่าตัด  ไม่ต้องตัดเนื้อเยื่อส่วนที่เกิน  วิธีการนี้ เรียกว่า Thread  Lifting   (การดึงหน้าด้วยไหม ) การดึงหน้าด้วยไหม  หลักการประกอบด้วย  การใช้ไหมชนิดพิเศษ (APTOS ) สอดใส่เข้าไปในชั้นไขมันใต้ผิวหนัง  ซึ่งไหมนี้จะไปยกดึงผิวหนัง และยกกระชับเนื้อเยื่อใต้ผิวหนังให้อยู่ในตำแหน่งเดิม (ตำแหน่งก่อนที่จะหย่อนคล้อย) และผลพลอยได้อีกอย่างหนึ่ง ก็คือ รอบๆไหมที่ใส่ไว้ในชั้นใต้ผิวหนังนั้น  จะมีเนื้อเยื่อพังผืดใหม่เกิดขึ้น  ซึ่งจะช่วยทำให้ผิวหนังตึงกระชับขึ้นอีก

ข้อแตกต่างกับการผ่าตัดดึงหน้า  คือ การดึงหน้าด้วยไหม จะไม่มีรอยแผลผ่าตัด ไม่มีรอยฝีเย็บ การดึงหน้าด้วยไหม เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการแก้ไขริ้วรอย ความหย่อนยานของใบหน้าในระยะแรกๆ  โดยไม่ต้องผ่าตัด  เหมาะสำหรับผู้มีอายุประมาณ 40 – 50+  ปี

 

ไหม APTOS คืออะไร


ไหม APTOS เป็นไหมที่มีคุณสมบัติเหมือนไหมทางการแพทย์  คือ ต้องปลอดภัย ไม่มีปฏิกิริยากับผิวหน้า (medical grade) แต่มีลักษณะพิเศษ คือ ไหมนี้มีลักษณะเป็นหนามเล็กๆ เมื่อสอดใส่ไหมเข้าไปในชั้นใต้ผิวหนังโดยใช้เข็มนำแล้วดึงไหม หนามเล็กๆ เหล่านี้จะแผ่ออกมา และเป็นตัวยึดเกาะชั้นใต้ผิวหนัง  ผลคือผิวบริเวณนั้นจะกระชับและตึงขึ้นทันที   
 

ใช้เวลาในการทำนานเท่าใด และต้องดมยาสลบหรือไม่


การดึงหน้าด้วยไหม AOTOS ไม่ต้องวางยาสลบ ใช้เพียงทาและฉีดยาชาเฉพาะที่ หลังจากนั้น ใช้เพียงเข็มนำเจาะผิวหนังเป็นแผลขนาดเล็กมากๆ แล้วใส่ไหม APTOS เข้าไป ตามแนวที่ศัลยแพทย์ต้องการ ไหมที่ใส่ในชั้นใต้ผิวหนัง จะทำหน้าที่ยกดึงกระชับผิวหนัง  ใช้เวลาในการทำประมาณ 30 นาที
 

ประโยชน์ของการดึงหน้าด้วยไหม APTOS


1. เห็นผลการยกกระชับใบหน้าได้ทันทีหลังทำ

2. ไม่มีรอยผ่าตัด  อาจมีเพียงรอยเข็มที่เจาะผิวหนัง  โดยทั่วไปไม่มีรอยแผลเป็นให้เห็น

3. ไม่ต้องวางยาสลบ  ใช้ยาชาเฉพาะที่

4. เมื่อทำเสร็จ  ผู้ป่วยกลับบ้านได้ทันที  ไม่ต้องพักฟื้น  ไม่ต้องนอนโรงพยาบาล

5. หลังทำ โอกาสเจ็บแผลมีน้อยมาก  ถ้ามีปวด รับประทานยาแก้ปวดก็บรรเทา

6. โอกาสเสี่ยงต่อการอักเสบติดเชื้อ มีน้อยมาก

7. ให้ผลการรักษายาวนาน 5-7 ปี

8. หายเร็ว  ( Rapid Healing )

9. หลังทำ 3-4 เดือน ผิวหนังจะตึงกระชับมากขึ้นอีก จากการที่มีเนื้อเยื่อพังผืดใหม่เกิดขึ้นรอบๆ  ไหมที่สอดไว้
 

ความเสี่ยง และ ผลข้างเคียง


เหมือนกับการผ่าตัดทั่วๆไป  การดึงหน้าด้วยไหม APTOS ก็มีความเสี่ยงบ้าง ซึ่งเกิดขึ้นได้ไม่บ่อย  ได้แก่

1. รู้สึกร้อนผ่าวๆ  ที่ใบหน้า ระหว่าง หรือ หลังจากการร้อยไหม อาจมีการอักเสบ หรือติดเชื้อ บริเวณที่ ร้อยไหม

2. ปฏิกิริยาของการต่อต้านไหม  APTOS ( APTOS เป็น ไหมสังเคราะห์  Prolene แบบ medical grade  )

3. ผิวเป็นคลื่น  ไม่เรียบ อย่างไรก็ตาม  ถ้ามีความจำเป็น  สามารถถอดดึงไหม APTOS ออกได้
 

การดูแลหลังการดึงหน้าด้วยไหม  Aptos


1. ผู้ป่วยสามารถกลับบ้านได้ทันทีหลังการรักษา  แต่ไม่ควรขับรถกลับเอง

2. บริเวณที่รักษาอาจมีอาการบวม  ซึ่งจะบรรเทาลงในเวลา 3-4 วัน

3. แพทย์จะนัดดูตรวจหลังการรักษา  1  สัปดาห์  และหลังการรักษา 4 สัปดาห์

4. บริเวณที่รักษา ไม่ควรนวดคลึง  หรือทำ treatment อื่นๆ  ใน 6 สัปดาห์แรก
 

formregister